คำอธิบายสรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

 

          สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ

          เป็นกฎหมายว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการตำรวจทั้งปวง ตั้งแต่เข้าเป็นข้าราชการตำรวจจนออกจากข้าราชการตำรวจ เช่น การบรรจุแต่งตั้ง  การกำหนดชั้นยศและตำแหน่ง เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มอื่น  วินัยข้าราชการตำรวจ  การอุทธรณ์ ร้องทุกข์ และเครื่องแบบตำรวจ เป็นต้น รวมถึงเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ นอกจากนี้ยังเป็นกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นตำรวจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

โครงสร้างของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ข้าราชการตำรวจ คืออะไร ?

ข้าราชการตำรวจ หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงข้าราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

เดิมชื่อว่า “กรมตำรวจ” เป็นส่วนราชการในระดับ “กรม” สังกัดกระทรวงมหาดไทย ต่อมาในปี  พ.ศ. 2541 ได้แยกตัวออกจากกระทรวงมหาดไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีสถานะเป็น “นิติบุคคล”[1] และมี “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)” เป็นหัวหน้าหน่วยราชการ

 

โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบ่งส่วนราชการออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

          มีหน่วยงานในระดับกองบัญชาการ 8 กองบัญชาการ และระดับกองบังคับการ 6 กองบังคับการ

2. กองบัญชาการ

          ประกอบไปด้วย 22 กองบัญชาการ

 

ลักษณะการแบ่งส่วนราชการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

จัดตั้งโดยกฎกระทรวงจัดตั้งโดย พ.ร.ฎ.

 

ส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ[2]

ใหม่     กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
     (บช.สอท.)
Description: rtpstructure.png
          อำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

1. รักษาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ

2. ดูแล ควบคุม และกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

3. ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา

4. รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร

          5. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

          6. ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศ

7. ปฏิบัติการอื่นเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ

มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจให้ข้าราชการตำรวจใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน


คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ มีคณะกรรมการจำนวน 9 คนขึ้นไป โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้[3]

 

 

 


 

คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ

มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล คือ กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ จัดระบบราชการตำรวจ อบรมพัฒนาข้าราชการตำรวจ ออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมีมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ


องค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มีคณะกรรมการจำนวน 12 คนขึ้นไป โดย           มีองค์ประกอบ ดังนี้[4]

ยศตำรวจ ตำแหน่งและชั้นของข้าราชการตำรวจ

          14 ยศ 13 ตำแหน่ง 3 ชั้น

ชั้น

ยศ

ตำแหน่ง[5]

Description: ยศตำรวจ.jpgเครื่องหมายยศ

 

สัญญาบัตร

พลตำรวจเอก (พล.ต.อ.)

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

 

Description: ยศตำรวจ.jpg

จเรตำรวจแห่งชาติ หรือ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พลตำรวจโท (พล.ต.ท.)

 

 

Description: ยศตำรวจ.jpg

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผู้บัญชาการ

พลตำรวจตรี (พล.ต.ต.)

 

 

 

รองผู้บัญชาการ

ผู้บังคับการ

สัญญาบัตร

พันตำรวจเอก (พ.ต.อ.)

ผู้บังคับการ

Description: ยศตำรวจ.jpg

 

Description: ยศตำรวจ.jpg

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

พันตำรวจโท (พ.ต.ท.)

 

 

 

รองผู้กำกับการ

สารวัตร

พันตำรวจตรี (พ.ต.ต.)

Description: ยศตำรวจ.jpg

 

Description: ยศตำรวจ.jpg

ร้อยตำรวจเอก (ร.ต.อ.)

 

 

Description: ยศตำรวจ.jpg

รองสารวัตร

ร้อยตำรวจโท (ร.ต.ท.)

 

ร้อยตำรวจตรี (ร.ต.ต.)

Description: ยศตำรวจ.jpg

 

ประทวน

ดาบตำรวจ (ด.ต.)

ผู้บังคับหมู่

Description: ยศตำรวจ.jpg

 

 

 

จ่าสิบตำรวจ (จ.ส.ต.)

 

สิบตำรวจเอก (ส.ต.อ.)

 

สิบตำรวจโท (ส.ต.ท.)

 

ประทวน

สิบตำรวจตรี (ส.ต.ต.)

ผู้บังคับหมู่

 

พลตำรวจสำรอง

ไม่มียศ

รองผู้บังคับหมู่

ไม่มีเครื่องหมายยศ

 

 

วินัยตำรวจ

คือ สิ่งที่ข้าราชการตำรวจต้องถือปฏิบัติ ซึ่งมี 2 ระดับ ดังนี้

1. วินัยไม่ร้ายแรง 18 ประการ (มาตรา 78)

             (1) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตาม กฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ

             (2) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการจะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม

             (3) ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย

             (4) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้

             (5) ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว

             (6) ต้องรักษาความลับของทางราชการ

             (7) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ

             (8) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้าและด้วยความสุภาพเรียบร้อย โดยห้าม   มิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน

             (9) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจอุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ

             (10) ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ

             (11) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย

             (12) ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร

             (13) ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว

             (14) ต้องไม่กระทำด้วยประการใดๆในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชาเป็นทางให้เสียระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ

             (15) ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือ ทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ

             (16) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน

             (17) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

             (18) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ตัวอย่างวินัยไม่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ข้าราชการตำรวจจะต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ประชาชน ผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้าและด้วยความสุภาพเรียบร้อย โดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน หากฝ่าฝืน ถือว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นผิดวินัยตามมาตรา 78 (8)

ดูหมิ่น,มาแจ้งความที่โรงพักว่าทำทรัพย์สินหาย
ตำรวจ
ประชาชน
 

 

 

 

 


2. วินัยร้ายแรง 7 ประการ (มาตร 79)

             (1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่    มิควรได้

             (2) ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ

             (3) เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ

             (4) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

             (5) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

             (6) กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา 78 อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

             (7) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ตัวอย่างวินัยร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ข้าราชการตำรวจจะต้องไม่เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชน ผู้ติดต่อราชการหรือ     ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากฝ่าฝืน ถือว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นผิดวินัยตามมาตรา 79 (3)

 

ทำร้าย,มาแจ้งความที่โรงพักว่าทำทรัพย์สินหาย
ตำรวจ
ประชาชน
 

 

 

 

 


เครื่องแบบตำรวจ

          เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2525) ถึง กฎกระทรวงฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2540) ออกตามว่าด้วยเครื่องแบบตำรวจ พ.ศ.2477 ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 การแต่งเครื่องแบบ และคำสั่ง ตร. เกี่ยวกับเครื่องแบบต่าง ๆ โดย ผบ.ตร. ใช้อำนาจออกคำสั่งตามกฎกระทรวงฯ ข้อ 93, 94 (เครื่องแบบ) หรือ ข้อ 98 (เครื่องหมายประกอบเครื่องแบบ) ประกอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 107 และ มาตรา 127

          เครื่องแบบตำรวจ จำแนกออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

          1. เครื่องแบบตำรวจชาย

          2. เครื่องแบบตำรวจหญิง

          3. เครื่องแบบพิเศษ ซึ่งตามกฎกระทรวงฯ จำแนกออกเป็นประเภทได้ ดังนี้

                   - เครื่องแบบตำรวจดับเพลิง

                   - เครื่องแบบตำรวจกองตรวจคนเข้าเมือง

                   - เครื่องแบบตำรวจดุริยางค์

                   - เครื่องแบบตำรวจที่ทำหน้าที่ซ่อมเครื่องยนต์

                   - เครื่องแบบตำรวจน้ำ

                   - เครื่องแบบตำรวจที่ขับรถจักรยานยนต์ในขบวนเสด็จพระราชดำเนิน

                   - เครื่องแบบข้าราชการตำรวจกองบินตำรวจ

                   - เครื่องแบบตำรวจม้า

                   - เสื้อกันฝนและเสื้อกันหนาว

          4. เครื่องแบบพิเศษอื่น ๆ

                   เป็นเครื่องแบบที่ ผบ.ตร. ใช้อำนาจตามกฎกระทรวงฯ ข้อ 93, 94 หรือ ข้อ 98 ประกอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 107 และ มาตรา 127 ออกคำสั่ง ตร. โดยกำหนดรูปแบบ ลักษณะ และโอกาสในการแต่งเครื่องแบบตามภารกิจหรือความเหมาะสม ซึ่งเครื่องแบบประเภทนี้จะต้องมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเครื่องแบบที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ

                  

          ตัวอย่างเครื่องแบบตำรวจตามกฎกระทรวงฯ[6]

Description: 67211594_475629829906745_466837527458742272_n.jpg Description: 66755033_475629886573406_2895508659943505920_n.jpg

 เครื่องแบบปกติเสื้อเชิ้ตคอพับกากี

 

Description: 66759975_475629969906731_7582894507755044864_n.jpg

เครื่องแบบปกติขาว       

 

Description: 67170812_475629893240072_5847748039661322240_n.jpg

 

 

 

 

 

 

 

                                      เครื่องแบบปกติเสื้อนอกคอแบะกากี

 

          ตัวอย่างเครื่องแบบพิเศษ

 

Description: 277A0692.jpg   

 

 

 

 

 

เครื่องแบบสนามของตำรวจท่องเที่ยว[7]          

 

Description: 484_g7kk7ifb77bb7a9dfe5bj.jpg

 

 

 

 

 

เครื่องแบบพิเศษหน่วยเก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด    (E.O.D.)[8]

 

ความผิดเกี่ยวกับการแต่งเครื่องแบบ

1. ฐานแต่งเครื่องแบบโดยไม่มีสิทธิ  (มาตรา 108)

            ผู้ที่แต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ มีโทษจำคุก 3 เดือน – 5 ปี ทั้งนี้ถ้าหากได้กระทำในเขตที่ประกาศกฎอัยการศึก ประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือเพื่อกระทำผิดอาญา จะต้องได้รับโทษหนักขึ้นเป็นจำคุก 1 – 10 ปี

          ข้อสังเกต เปรียบเทียบกับความผิดฐานสวมเครื่องแบบโดยไม่มีสิทธิ ตามมาตรา 146 ประมวลกฎหมายอาญา

องค์ประกอบ

มาตรา 108 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

มาตรา 146 ประมวลกฎหมายอาญา

ผู้กระทำ

ผู้ใด

ผู้ใด

วัตถุแห่งการกระทำ

เครื่องแบบตำรวจ

เครื่องแบบหรือเครื่องหมายของ
เจ้าพนักงาน

ลักษณะการกระทำ

แต่งโดยไม่มีสิทธิ

แต่งหรือประดับโดยไม่มีสิทธิ

เจตนาพิเศษ

-

เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ

ตัวอย่าง

นาย ช. ไม่ได้เป็นตำรวจ แต่แต่งเครื่องแบบตำรวจมารายงานตัวเพื่อบรรจุทำงานที่ สภ. เมืองชัยภูมิ       ผิดตามมาตรานี้

นาย ธ. แต่งเครื่องแบบตำรวจ     กองปราบและแสดงบัตรข้าราชการตำรวจปลอม ผิดตามมาตรานี้

ฎ.670/2521 พลตำรวจประดับเครื่องหมายยศ ส.ต.ท. เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ผิดตามมาตรานี้

ฎ.1093/2491 เอาหมวกตำรวจมาสวม หมวกไม่ใช่เครื่องแบบยศ      ไม่ผิดตามมาตรานี้ (แต่อาจผิด มาตรา 108 พ.ร.บ.ตำรวจฯ)

          2. ฐานข้าราชการตำรวจแต่งเครื่องแบบในขณะกระทำความผิด  (มาตรา 109)

ข้าราชการตำรวจที่แต่งเครื่องแบบตำรวจในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีโทษจำคุก 1 – 7 ปี

ตัวอย่าง

สารวัตร ก. แต่งเครื่องแบบไปเป็นเจ้ามือนั่งเขย่าไฮโลว์ (ฐานเล่นพนันไฮโลว์ (บัญชี ก. ลำดับที่ 23)    มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

3. ฐานแต่งกายคล้ายตำรวจ (มาตรา 110)

ผู้ที่แต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ และทำให้ตำรวจถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้เสื่อมเสียแก่ราชการ หรือทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาท  ทั้งนี้ถ้าหากได้กระทำในเขตที่ประกาศกฎอัยการศึก ประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือเพื่อกระทำผิดอาญา จะต้อง  ได้รับโทษหนักขึ้นเป็นจำคุก 1 – 10 ปี



[1] มาตรา 6 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545

[2] สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, โครงสร้าง. http://www.royalthaipolice.go.th/structure.php (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ           8 กันยายน 2563

[3] ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ

[4] ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ

[5] มาตรา 44 ประกอบมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

[6] เอราวัณสิ่งทอ Erawan Textile, “ชุดตำรวจ สนว.01 (Thai Police Uniform)”. https://www.facebook.com/erawantex/ posts/475631969906531, (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2563

[7] คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1/2561 เรื่อง การกำหนดเครื่องแบบสนามไม่ปล่อยเอวสำหรับการปฏิบัติราชการสนามของข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

Cop’s Magazine, “พวกเขาเหล่านี้ คือ กำลังหลักสำคัญขององค์กรในวันหน้า”. https://www.cops-magazine.com/ topic/13128/, (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2563

[8]คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 784/2549 เรื่อง เครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตรวจพิสูจน์    เก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด

NationTV, “พบวัตถุต้องสงสัย! แยกราชประสงค์ EOD เข้าตรวจสอบ”. https://www.nationtv.tv/main/content/378483565/ , (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2563