คำอธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ

จราจรทางบก

พ.ศ. ๒๕๒๒

_____________

 

          กฎหมายจราจรเป็นกฎหมายที่มีหลักการและวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้ถนนหรือทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อสงวนไว้ซึ่งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลที่ต้องเดินทางเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรจึงเป็นกฎหมายที่สำคัญยิ่งในปัจจุบันและเป็นกฎหมายใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่ทุกคนควรรู้และนำไปปฏิบัติ โดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.. ๒๕๒๒ มีบทบัญญัติที่แบ่งออกเป็น ๑๙ ลักษณะ มีทั้งหมด ๑๖๓ มาตรา คำอธิบายนี้จะหยิบยกมาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นสำคัญ       

การใช้รถ

ลักษณะรถที่ห้ามนำมาใช้ในทาง

๑. รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง หรืออาจเกิดอันตราย หรืออาจทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้ คนโดยสารหรือประชาชนมาใช้ในทางเดินรถ หรือรถที่มีเครื่องยนต์ เครื่องอุปกรณ์และหรือส่วนควบที่ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย

๒. รถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียนหรือป้ายประจำรถตามกฎหมาย

๓. รถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจแลเห็นทางพอแก่ความปลอดภัยมาใช้ในทางเดินรถ หรือ รถที่เกิดเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถมาใช้ในทางเดินรถ และรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือเสียงเกินเกณฑ์

Description: Tags รถเก่า หน้า 1 / AUTODEFT ข่าวรถยนต์ รีวิวรถ รถใหม่ รถออกใหม่ รถมาใหม่  ราคารถ ใบขับขี่

 

 

              

 

 

 

 

               การใช้ไฟของรถ

         ๑. ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางต้องเปิดไฟ หรือใช้แสงสว่าง ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน  รถหรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร หรือ

            ๒. ใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒)  เช่น  

             ๒.๑ รถยนต์ต้องมีโคมไฟหน้ารถและโคมไฟท้ายรถ ดังต่อไปนี้

                             (๑) โคมไฟหน้ารถมี ๓ ประเภท คือ

                         (ก) โคมไฟแสงพุ่งไกล ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวงสูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ เมตร แต่ไม่เกิน ๑.๓๕ เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ ๕๐ วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เมตร ศูนย์รวมแสงต้องไม่สูงกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบ และไม่เฉไปทางขวา ในกรณีที่เป็นรถยนต์สามล้อให้ใช้โคมไฟประเภทนี้เพียงดวงเดียวโดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ

                         (ข) โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ เมตร แต่ไม่เกิน ๑.๓๕ เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ ๕๐ วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า ๒ องศา หรือ ๐.๒๐ เมตร ในระยะ ๗.๕๐ เมตร และไม่เฉไปทางขวา ในกรณีที่เป็นรถยนต์สามล้อให้ใช้โคมไฟประเภทนี้เพียงดวงเดียว โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ

                         (ค) โคมไฟเล็ก ให้ติดหน้ารถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โดยให้อยู่ด้านริมสุดแต่จะล้ำเข้ามาได้ไม่เกิน ๐.๔๐ เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง มีกำลังไฟเท่ากัน            ไม่เกินดวงละ ๑๐ วัตต์ และต้องมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร

โคมไฟแสงพุ่งไกล โคมไฟแสงพุ่งต่ำ และโคมไฟเล็ก จะรวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้

รถคันใดจะมีโคมไฟหน้ารถเพื่อใช้ตัดหมอกก็ได้ โดยให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวง อยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลืองมีกำลังไฟเท่ากัน ไม่เกินดวงละ ๕๕ วัตต์ สูงจากพื้นทางราบไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำ ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า ๒ องศา หรือ ๐.๒๐ เมตร ในระยะ ๗.๕๐ เมตร และไม่เฉไปทางขวา

                   (๒) โคมไฟท้ายรถ มี ๓ ประเภท คือ

                         (ก) โคมไฟท้าย ให้ติดท้ายรถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงแดงมีกำลังไฟเท่ากัน และมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร

                         (ข) โคมไฟหยุด ให้ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ด้านท้ายรถข้างซ้ายและข้างขวามีจำนวนเท่ากันทั้งสองข้างอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง และอาจติดเพิ่มเติมอีกหนึ่งดวงในแนวกึ่งกลางท้ายรถในตำแหน่งที่ให้แสงสว่างออกไปทางท้ายรถก็ได้ โคมไฟหยุดต้องใช้ไฟแสงแดงมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ ๑๐ วัตต์ มีแสงสว่างเฉพาะในขณะที่ใช้ห้ามล้อโดยแสงต้องสม่ำเสมอคงที่ไม่กระพริบและสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร

                         (ค) โคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ ให้ติดท้ายรถ ใช้ไฟแสงขาวส่องที่ป้ายทะเบียนรถ มีแสงสว่างสามารถมองเห็นเครื่องหมายหรือตัวอักษรและตัวเลขได้ชัดเจนจากระยะไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร แต่ต้องมีที่บังมิให้แสงพุ่งออกไปทางท้ายรถ

                         โคมไฟท้าย โคมไฟหยุด และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถต้องส่องแสงสว่างพร้อมกับโคมไฟหน้ารถ แต่โคมไฟหยุดต้องส่องแสงสว่าง เมื่อใช้ห้ามล้อเท้า

 

             ๒.๒ รถจักรยานยนตร์ต้องมีโคมไฟหน้ารถและโคมไฟท้ายรถ ดังต่อไปนี้

(๑) โคมไฟหน้ารถ มี ๒ ประเภท คือ

(ก) โคมไฟแสงพุ่งไกล ให้ติดหน้ารถหนึ่งดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ เมตร แต่ไม่เกิน ๑.๓๕ เมตร ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟไม่เกิน ๕๐ วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เมตร และศูนย์รวมแสงต้องไม่สูงกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบ และไม่เฉไปทางขวา

(ข) โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ให้ติดหน้ารถหนึ่งดวงในระดับเดียวกันกับโคมไฟแสงพุ่งไกล ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากับโคมไฟแสงพุ่งไกล มีแสงสว่างเห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า ๒ องศา หรือ ๐.๒๐ เมตร ในระยะ ๗.๕๐ เมตร และไม่เฉไปทางขวา

โคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำจะรวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้

(๒) โคมไฟท้ายรถ มี ๓ ประเภท คือ

(ก) โคมไฟท้าย ให้ติดท้ายรถอย่างน้อยหนึ่งดวง ใช้ไฟแสงแดงและมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร

(ข) โคมไฟหยุด ให้ติดท้ายรถอย่างน้อยหนึ่งดวง ใช้ไฟแสงแดงและมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร

(ค) โคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ ให้ติดท้ายรถ ใช้ไฟแสงขาวส่องที่ป้ายทะเบียนรถมีแสงสว่างสามารถมองเห็นเครื่องหมายหรือตัวอักษรและตัวเลขได้ชัดเจนจากระยะไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร แต่ต้องมีที่บังมิให้แสงพุ่งออกไปทางท้ายรถ

โคมไฟท้าย โคมไฟหยุด และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ ต้องส่องแสงสว่างพร้อมกับโคมไฟหน้ารถ เว้นแต่โคมไฟหยุดต้องส่องแสงสว่างเมื่อใช้ห้ามล้อเท้า

 

 

Description: 1.04 )ผลการศึกษา - การนำเสนอหัวข้อโครงงาน การ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ เรื่อง  การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย

 

              

               การใช้เสียงสัญญาณของรถ

               การใช้เสียงสัญญาณ ผู้ขับขี่จะใช้ได้เฉพาะเมื่อจำเป็นหรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น แต่จะใช้เสียงยาวหรือซ้ำเกินควรไม่ได้ โดยรถแต่ละชนิดที่ใช้ในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณโดยเฉพาะดังต่อไปนี้

               (๑) เสียงแตร สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ และให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่า ๖๐ เมตร

               (๒) เสียงระฆัง สำหรับรถม้า และให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร

               (๓) เสียงกระดิ่ง สำหรับรถจักรยาน และให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่า ๓ เมตร

 

รถฉุกเฉิน

               เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องให้ รถดับเพลิง และรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนด ให้ไปก่อน โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้

               (๑) สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด

               (๒) สำหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย หรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก

(๓) สำหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก[1]

การขับรถ

               ในขณะขับรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่แสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ก็ให้ถือว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวแล้ว

Description: กฎหมายใหม่เริ่มแล้ว ตำรวจไม่มีสิทธิ์ยึดใบขับขี่ แสดงใบขับขี่ผ่านแอปฯ  รูปถ่ายได้แล้ว[2]

 

 

 

 

 

Description: https://www.dlt.go.th/web-upload/m_news/172/2385/file_photo/b3df2094bfe2772c7072086c52c4bb28.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า

               หากผู้ขับขี่ประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าให้สัญญาณตอบ คือ ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือไปทางข้างหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอำพัน หรือให้ไฟสัญญาณกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถทางด้านซ้ายของรถ และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้ว จึงจะแซงขึ้นหน้าได้

               ซึ่งการให้สัญาณตอบถือได้ว่าเป็นสัญาณจราจรอย่างหนึ่ง ตามบทนิยาม “สัญญาณราจร” หมายความว่า สัญญาณใด ๆ ไม่ว่าจะแสดงด้วยธง ไฟ ไฟฟ้า มือ แขน เสียงนกหวีด หรือด้วยวิธีอื่นใด สำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น

 

Description: สอดส่องจราจร: การขับแซง หรือผ่านขึ้นหน้า[3]

              

               อย่างไรก็ตาม การแซงขึ้นหน้าจะกระทำไม่ได้หากมีกรณี ดังนี้

                 (๑) เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้

[4]

Description: ถนนอันตราย

                

                 (๒) ภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยก วงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ

Description: http://3.bp.blogspot.com/-eWYujMhEztc/VDOQNJG3JyI/AAAAAAAAAPU/W_zca9M_nes/s1600/great_picture_of_highway_traffic_in_china_global_warming_6_6396bc0d14da7b3e39239c0317c14509_490x350.png[5]

                 “ทางข้าม” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทางโดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวหรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทำให้คนเดินเท้าข้ามไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดินด้วย

                 “ทางร่วมทางแยก” หมายความว่า พื้นที่ที่ทางเดินรถตั้งแต่สองสายตัดผ่านกัน รวมบรรจบกัน หรือติดกัน

                 “วงเวียน” หมายความว่า ทางเดินรถที่กำหนดให้รถเดินรอบเครื่องหมายจราจรหรือสิ่งที่สร้างขึ้นในทางร่วมทางแยก

 

                 (๓) เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่นหรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร

Description: รู้ไว้! เปิดไฟตัดหมอกพร่ำเพรื่ออาจโดนจับได้ แล้วต้องเปิดตอนไหนบ้าง[6]

                

                 (๔) เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย

 

Description: ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ[7]

 

“ที่คับขัน” หมายความว่า ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีสิ่งกีดขวาง หรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย

“เขตปลอดภัย” หมายความว่า พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอหรือให้คนที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป

 

เมาไมขับ

               สุราทําใหเกิดอุบัติเหตุจราจรสูงถึงรอยละ ๕๐ %  คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฉลี่ย ชั่วโมงละ ๒ คน สูญเสียทางดานเศรษฐกิจกวา หนึ่งแสนลานบาทตอป และยังเปนสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการขับขี่รถขณะมึนเมาสุรา

               ระดับแอลกอฮอลในเลือดมีผลตอรางกายอยางไร

Description: C:\Users\user\Desktop\70660394_2503596846376553_5011798669142261760_o.jpg[8]             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               การตรวจระดับแอลกอฮอลในเลือดตรวจไดอยางไร

               ๑. ตรวจทางลมหายใจ โดยการใชเครื่องตรวจแอลกอฮอล แบบพกพา

               ๒. ตรวจในเลือดโดยตรง

               ๓. ตรวจในปสสาวะ

               ในประเทศไทยไดกําหนดระดับแอลกอฮอลในเลือด ในคนขับรถไวที่ ๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็น ผูฝาฝนมีโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ตามมาตรา ๔๓ (๒) จําคุกไมเกิน ๓ เดือน หรือปรับ ๒,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นั้นกำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖ (พ.๒๕๓๗) 

หมวกนิรภัย

               หมวกนิรภัยเปนอุปกรณที่สําคัญในการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น บริเวณศีรษะไดเป็นอยางดี จากสถิติพบวาเมื่อเกิดอุบัติเหตุผูที่ไมสวมหมวกนิรภัยจะไดรับบาดเจ็บบริเวณศีรษะมากกวาผูที่ไมสวมหมวกนิรภัยถึง  ๒ – ๓ เทา 

               ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามวรรคหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะที่คนโดยสารรถจักรยานยนต์มิได้สวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายโดยลักษณะและวิธีการใช้หมวกเพื่อป้องกันอันตรายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวมิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช หรือผู้นับถือลัทธิศาสนาอื่นที่ใช้ผ้าหรือสิ่งอื่นโพกศีรษะตามประเพณีนิยมนั้น

               หมวกนิรภัย มี ๓ แบบ (กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒)

               ๑. หมวกนิรภัยแบบปดเต็มหนา เปนหมวกเต็มใบเปดชวง หนาตรงตําแหนงตาเทานั้นมีสวนปองกันปากและคางดานหนา

[9]

               ๒. หมวกนิรภัยแบบเต็มศีรษะ เปนรูปทรงกลมปดดาน ขางและดานหลังเสมอแนวขากรรไกรและตนคอดานหลัง ดานหนาเปดเหนือคิ้วลงมาถึง ปลายคางและมีสายรัดคาง

 

 

               ๓. หมวกนิรภัยแบบครึ่งศีรษะเปนรูป ครึ่งทรงกลม ปดดานขางและดานหลังเสมอระดับหูคลุมไดครึ่งศีรษะ มีสายรัดคางหมวก ชนิดนี้สามารถปองกันไดเฉพาะศีรษะสวนบนเทานั้น

              

เข็มขัดนิรภัย

               อุบัติเหตุจราจรทางบกเปนปญหาสําคัญที่ทําใหเกิดการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต รางกายและทรัพยสิน ตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชาติ อันตรายจากการประสบอุบัติเหตุมีตั้งแตแผลถลอก แผลฉีกขาด กระดูกหัก เลือดตกในชองทอง อวัยวะภายใน ชองทองฉีกขาด เปนตน ที่สําคัญที่สุด คือสมองที่ไดรับความกระทบกระเทือนอาจเปนผลให พิการหรืออาจถึงแกชีวิตได้

               ดังนั้น มาตรการปองกันไมใหผูขับขี่รถยนต และผูโดยสารรถยนตเปนอันตรายดวยการ คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะขับขี่รถยนต เพื่อชวยปองกันไมใหศีรษะและลําตัวถูกเหวี่ยงไป กระแทกกับพวงมาลัยหรือกระจกรถยนต จะชวยลดความรุนแรงอันเกิดจากอุบัติเหตุไดเมื่อเกิด การชนของรถ ผูขับขี่หรือผูโดยสารที่นั่งหนาจะถูกเหวี่ยงใหกระแทกกับพวงมาลัย กระจก หนา หลังคา หรือประตูรถ แรงของการชนขึ้นอยูกับความเร็วของรถ โอกาสที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ภายใน ๐.๐๐๔ วินาที  แรงกระแทกที่เกิดขึ้นประมาณ ๑,๔๐๐ กิโลกรัม อาจทําใหเกิดการบาดเจ็บตออวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ศีรษะ คอ หนาอก ชองทอง และกระดูกเชิงกราน[10]

               ผู้ขับขี่รถยนต์จึงต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย ฝาฝนมีโทษปรับไมเกิน ๕๐๐ บาท ตาม มาตรา ๑๔๘ และผูขับขี่จะมีความผิดเสมอหากตนเองและหรือคนโดยสารไมรัดเข็มขัดนิรภัย หรือรัดไมถูกวิธี กลาวคือ ผูขับขี่ไมรัดเข็มขัดนิรภัยก็จะมีความผิดสวนหนึ่งและจะมีความผิดอีกสวนหนึ่ง หากคนโดยสารที่นั่งตอนหนาแถวเดียวกับผูขับขี่ไมรัดเข็มขัดนิรภัยหรือรัดไมถูกวิธี (เปนความผิด ตางกรรม ตางวาระ) ซึ่งจะมีโทษปรับรวมแลวไมเกิน ๑,๐๐๐ บาท

 

 

การขับขี่รถใหปลอดภัย

 

               ในการขับรถผูขับขี่ตองขับรถในทางเดินรถดานซายและตองไมล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถ เวนแตกรณีตอไปนี้ ที่ผูขับขี่สามารถขับล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถหรือขับเขาไปในทางเดินขวาได้

 

               ๑. ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง หรือถูกปดการจราจร

Description: http://chkp101.net/Traffic/TrafficTests_files/4565410723.gif[11]

 

 

               ๒. ทางเดินรถนั้นเจาพนักงานจราจรกําหนดใหเปนทางเดินรถทางเดียว

Description: C:\Users\user\Desktop\ป้ายเดินรถทางเดียวไปทางขวา-768x259.png[12]

 

               “ทางเดินรถทางเดียว” หมายความว่า ทางเดินรถใดที่กำหนดให้ผู้ขับรถขับไปในทิศทางเดียวกันตามเวลาที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรกำหนด

 

 

 

               หามผูขับขี่ขับรถในกรณี

          ๑. ในขณะหยอนความสามารถในอันที่จะขับ

 

[13]

 

          ๒. ในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอยางอื่น

 

[14]

          ซึ่งหากปรากฏว่ามีการเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขับรถยนต์ในขณะเมาสุราด้วยแล้ว ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกัน คือ ขับรถยนต์ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๙๘/๒๕๖๐)

          ทั้งนี้ ยังเห็นได้ว่าพฤติการณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น และถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรง รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ของกลางที่ใช้ขับในขณะเมาสุราและขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ถือเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๐๓๕/๒๕๖๐)

 

               ๓. ในลักษณะกีดขวางการจราจร

 

Description: การกระทำใดๆ ที่เป็นการกีดขวางการจราจรให้เกิดการติดขัดก็ผิดนะคะ

 

          ๔. โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน หรือ ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เช่น การขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบ ถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๕๐/๒๕๕๘) เป็นต้น

Description: หนุ่มวินรับจ้าง โชว์ยืนขี่รถจยย. ย่องมอบตัว โดนแล้ว 5 ข้อหาหนัก (คลิป)

 

         

 

 

 

 

 

          ๕. คร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องเดินรถ เว้นแต่เมื่อเปลี่ยนช่องเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ

 

[15]

“ช่องเดินรถ” หมายความว่า ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องสำหรับการเดินรถ โดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวแบ่งเป็นช่องไว้

 

          ๖. บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับทารก คนป่วยหรือคนพิการ

 

Description: คนพิการจอดรถเข็นกลางสายฝน รอผู้ใช้ จยย. ลงจากทางเท้า ก่อนขึ้นไป[16]

 

          ๘. ในขณะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น

Description: บลูทูธ 5.0 ไร้สายหูฟังหูฟัง, แฮนด์ฟรี Bluetooth ชุดหูฟัง 8  ชั่วโมงสำหรับธุรกิจ/ขับรถ[17]

Description: การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ตอนที่ 3[18]

 

         

 

 

 

 

 


อย่างไรก็ตาม การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะหยุดรถตามสัญญาณจราจรสีแดง (ไฟแดง) ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๔) ได้เชิญตัวแทนผู้เกี่ยวข้อง และพิจารณาข้อกฎหมายแล้ว มีความเห็น ๒ ประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก ความหมายของการขับรถ และการหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง อยู่ในความหมายของการขับรถหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจราจร ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้ผู้ขับขี่ซึ่งควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ จะต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจร และเครื่องหมายจราจร ซึ่งรวมถึงการหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เพื่อรอสัญญาณไฟจราจรด้วย

ดังนั้น การหยุดรถเพื่อรอสัญญาณไฟจราจร จึงเป็นเพียงการปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรเท่านั้น โดยผู้ขับขี่ยังต้องควบคุมรถ และปฏิบัติตามสัญญาณไฟแดงจราจรต่อไป การหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดงดังกล่าว จึงยังอยู่ในความหมายของการขับรถ ตามเรื่องเสร็จที่ ๑๑๘๑/๒๕๕๘

 

การบรรทุก

 

                   รถที่ใช้บรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของ จะใช้บรรทุกในลักษณะใดโดยรถชนิดหรือประเภทใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด เช่น 

                   รถโรงเรียน รถบรรทุก หรือรถบรรทุกคนโดยสาร บรรทุกของ

(๑) สำหรับส่วนกว้าง ไม่เกินส่วนกว้างของรถ

(๒) สำหรับส่วนยาว

(ก) ในกรณีที่เป็นรถยนต์ ด้านหน้ายื่นไม่เกินหน้าหม้อหรือกันชน ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถไม่เกิน ๒.๕๐ เมตร

(ข) ในกรณีที่เป็นรถพ่วงรถยนต์ ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถไม่เกิน ๒.๕๐ เมตร

(ค) ในกรณีที่เป็นรถม้าสี่ล้อบรรทุกของด้านหน้ายื่นไม่เกินหน้ารถ ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถไม่เกิน ๒.๕๐ เมตร

(ง) ในกรณีที่เป็นเกวียน ด้านหน้ายื่นไม่เกิน ๑.๐๐ เมตร วัดจากแอก ด้านหลังยื่นพ้นตัวถังไม่เกิน ๒.๕๐ เมตร

(จ) ในกรณีนอกจากที่ระบุไว้ใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) ด้านหน้ายื่นไม่เกินตัวถัง ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถไม่เกิน ๐.๕๐ เมตร

(๓) สำหรับส่วนสูง

(ก) ในกรณีที่เป็นรถบรรทุก รถม้าสี่ล้อบรรทุกของ หรือเกวียน ให้บรรทุกสูงไม่เกิน ๓.๐๐ เมตร จากพื้นทาง

(ข) ในกรณีที่เป็นรถอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (ก) ให้บรรทุกสูงไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร

(ค) ในกรณีที่เป็นรถชนิดที่ผู้ขับขี่อยู่หลังตัวรถ ให้บรรทุกสูงไม่เกินระดับที่ผู้ขับขี่มองเห็นพื้นทางข้างหน้าได้ในระยะตั้งแต่ ๓.๐๐ เมตร จากรถ หรือน้อยกว่า

(ง) ในกรณีที่เป็นรถบรรทุกซึ่งบรรทุกตู้สำหรับบรรจุสิ่งของ ให้บรรทุกสูงได้ไม่เกิน ๔.๐๐ เมตร จากพื้นทาง

 

          ทั้งนี้ตาม  กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

 

 

สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

                   ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏในทางหรือที่เจ้าพนักงานจราจรแสดงให้ทราบ

               ผู้ขับขี่ต้อปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏในทาง เช่น  สัญญาณไฟจราจร  สัญญาณไฟจราจร โดยทั่วไปประกอบด้วยสัญญาณไฟสามสี ติดตั้งตามทางแยกต่าง ๆ เพื่อควบคุมการจราจรตามทางแยก โดยทั้งสามสี ได้แก่ สีแดงให้รถหยุด สีเหลืองให้รถระวัง เตรียมหยุด และสีเขียวคือให้รถไปได้ สำหรับสัญญาณไฟจราจรพิเศษอาจมีสีเหลืองเพียงสีเดียวจะกะพริบอยู่ ใช้สำหรับทางแยกที่ไม่พลุกพล่าน หมายถึง ให้ระมัดระวังว่ามีทางแยก และดูความเหมาะสมในการออกรถได้เอง หรือ สัญญาณไฟจราจรสำหรับการข้ามถนน หรือ สัญญาณไฟจราจรไว้สำหรับเปลี่ยนเลน เป็นต้น และป้ายจราจร  โดยป้ายจราจรเป็นป้ายทางการควบคุมการจราจร แบ่งออกเป็นสามประเภท คือ ประเภทแรกเครื่องหมายจราจร ป้ายบังคับ มักจะมีพื้นสีขาว ขอบสีแดง เป็นป้ายกำหนด ต้องทำตาม เช่น ห้ามเลี้ยวขวา ประเภทสองเครื่องหมายจราจร ป้ายเตือน มักจะมีพื้นสีขาว ขอบสีดำ จะเป็นป้ายแจ้งเตือนว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ประเภทสามเครื่องหมายจราจร ป้ายแนะนำ เป็นป้ายที่แนะนำการเดินทางต่าง ๆ อาทิ ทางลัด ป้ายบอกระยะทาง[19] เป็นต้น

               ส่วนกรณีที่ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่เจ้าพนักงานจราจรแสดงให้ทราบ เช่น การที่เจ้าหนักงานจราจรเป่านกหวีด หรือทำสัญญาณมือแขน เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

Description: ป้ายจราจรประเภทบังคับ[20]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.dlt.go.th_site_sisaket_m-news_3718_view.php__did=5641.png หรือ https://www.dlt.go.th/site/sisaket/m-news/3718/

 

Description: ป้ายจราจรประเภทเตือน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.dlt.go.th_site_sisaket_m-news_3718_view.php__did=5642.png หรือ https://www.dlt.go.th/site/sisaket/m-news/3718/

Description: ป้ายเตือนบนพื้นทาง[21]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.dlt.go.th_site_sisaket_m-news_3718_view.php__did=10441.png หรือ https://www.dlt.go.th/site/sisaket/m-news/3718/

Description: ป้ายเตือนงานก่อสร้าง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.dlt.go.th_site_sisaket_m-news_3718_view.php__did=10440.png หรือ https://www.dlt.go.th/site/sisaket/m-news/3718/

 

Description: ป้ายแนะนำ[22]

 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.dlt.go.th_site_sisaket_m-news_3718_view.php__did=10443.png  หรือ https://www.dlt.go.th/site/sisaket/m-news/3718/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ควรทราบ

- พระราชกฤษฎีกากำหนดท้องที่ที่ผู้ขับขี่จักรยานยนตร์และคนโดยสารรถจักรยานยนตร์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับล่าสุด)

Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.krisdika.go.th_librarian_get_sysid=857679&ext=htm (2).png

 

- กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
(เรื่อง การ
ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่)

Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.krisdika.go.th_librarian_get_sysid=781040&ext=htm.png

 

- กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒)ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. ๒๕๒๒

(เรื่อง ประเภทและลักษณะโคมไฟของรถทุกชนิด  )

Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.krisdika.go.th_librarian_get_sysid=863493&ext=htm.png

 

 

- กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒)ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

(เรื่อง ลักษณะ ชนิดหรือประเภท รถที่ใช้บรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของ จะใช้บรรทุก)

Description: C:\Users\user\Downloads\qr_code_https___www.krisdika.go.th_librarian_get_sysid=858495&ext=htm.png

 

 

บัญชีกำหนดจำนวนค่าปรับเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

ลำดับ

ข้อหาหรือฐานความผิด

บทมาตรา

จำนวนค่าปรับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๐

 

 

๑๑

 

 

๑๒

 

 

๑๓

 

 

 

 

๑๔

 

 

 

 

 

๑๕

 

 

๑๖

 

 

 

๑๗

 

 

 

 

๑๘

 

 

 

 

๑๙

 

 

 

 

 

 

๒๐

 

 

 

 

๒๑

 

 

 

 

 

๒๒

 

 

๒๓

 

 

 

 

 

 

๒๔

 

 

 

๒๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๒๖

 

 

 

 

๒๗

 

 

๒๘

 

 

๒๙

 

๓๐

 

 

๓๑

 

 

 

 

 

 

 

๓๒

 

 

 

๓๓

 

 

๓๔

 

 

 

๓๕

 

 

 

 

 

 

๓๖

 

 

 

๓๗

 

 

 

๓๘

 

 

 

๓๙

 

 

 

 

๔๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๔๑

 

 

 

๔๒

 

 

๔๓

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๔๔

 

 

 

๔๕

 

 

๔๖

 

 

 

๔๗

 

 

๔๘

 

๔๙

 

 

๕๐

 

 

๕๑

 

๕๒

 

 

๕๓

 

 

๕๔

 

 

 

๕๕

 

 

 

 

 

๕๖

 

 

๕๗

 

๕๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๕๙

 

 

 

๖๐

 

 

๖๑

 

 

 

 

 

๖๒

 

 

๖๓

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๖๔

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๖๕

 

 

๖๖

 

 

 

๖๗

 

 

๖๘

 

 

 

 

 

 

๖๙

 

 

 

๗๐

 

 

 

 

 

 

๗๑

 

 

 

 

 

๗๒

 

 

 

๗๓

 

 

 

 

๗๔

 

 

 

 

 

๗๕

 

 

 

๗๖

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๗๗

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๗๘

 

 

๗๙

 

 

๘๐

 

 

๘๑

 

 

๘๒

 

 

 

๘๓

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๘๔

 

 

 

๘๕

 

 

 

 

 

๘๖

 

 

 

๘๗

 

 

 

 

๘๘

 

 

๘๙

 

 

๙๐

 

 

 

 

๙๑

 

 

 

 

๙๒

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๙๓

 

 

๙๔

 

 

๙๕

 

 

๙๖

 

 

 

 

๙๗

 

 

 

๙๘

 

 

๙๙

 

 

 

 

๑๐๐

 

 

๑๐๑

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๐๒

 

๑๐๓

 

 

๑๐๔

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๐๕

 

 

 

๑๐๖

 

 

 

 

 

๑๐๗

 

 

 

๑๐๘

 

 

 

 

 

๑๐๙

 

 

 

๑๑๐

 

 

 

๑๑๑

 

 

๑๑๒

 

 

 

 

 

๑๑๓

 

 

๑๑๔

 

 

 

๑๑๕

 

 

 

 

 

๑๑๖

 

 

๑๑๗

 

 

๑๑๘

 

 

๑๑๙

 

 

 

 

 

๑๒๐

 

 

๑๒๑

 

 

๑๒๒

 

 

 

๑๒๓

 

 

 

๑๒๔

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๒๕

 

 

 

๑๒๖

 

 

๑๒๗

 

 

 

๑๒๘

 

 

๑๒๙

 

๑๓๐

 

 

 

๑๓๑

 

 

๑๓๒

 

 

๑๓๓

 

 

 

๑๓๔

 

 

๑๓๕

 

 

๑๓๖

 

 

 

๑๓๗

 

 

๑๓๘

 

 

 

 

๑๓๙

 

 

 

๑๔๐

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๔๑

 

 

 

๑๔๒

 

 

๑๔๓

 

 

 

 

 

๑๔๔

 

 

๑๔๕

 

 

๑๔๖

 

 

 

๑๔๗

 

 

 

 

 

๑๔๘

 

 

 

๑๔๙

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๕๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๕๑

 

 

 

 

 

 

 

๑๕๒

 

 

 

 

๑๕๓

 

 

 

 

 

๑๕๔

 

 

 

๑๕๕

 

 

 

ลักษณะ ๑ การใช้รถ

หมวด ๑ ลักษณะของรถที่ใช้ในทาง

นำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงหรืออาจเกิดอันตรายหรืออาจทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้
คนโดยสารหรือประชาชนมาใช้ในทางเดินรถ

 

ไม่จัดให้รถที่ใช้ในทางเดินรถ มีเครื่องยนต์ เครื่องอุปกรณ์ และหรือส่วนควบที่ครบถ้วนตามกฎหมาย และใช้การได้ดี

 

นำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้าย เครื่องหมายเลขทะเบียน หรือป้ายประจำรถตามกฎหมาย
มาใช้ในทางเดินรถ

 

นำรถที่ไม่อาจมองเห็นทางพอแก่ความปลอดภัยมาใช้
ในทางเดินรถ

 

นำรถที่ใช้วัสดุกรองแสงไม่เป็นไปตามระเบียบหรือประกาศที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดมาใช้
ในทางเดินรถ

 

นำรถที่เกิดเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถ
มาใช้ในทางเดินรถ

 

นำรถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางไม่ใช่ยางมาใช้
ในทางเดินรถ

 

นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละออง เคมีหรือเสียง เกินเกณฑ์ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด มาใช้ในทางเดินรถ

 

 

หมวด ๒ การใช้ไฟหรือเสียงสัญญาณของรถ

ขับรถในทางไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภทลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ไม่ใช้เสียงแตร (สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์)
ให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร

 

ไม่ใช้เสียงระฆัง (สำหรับรถม้า) ให้ได้ยินได้ในระยะ
ไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

 

ไม่ใช้เสียงกระดิ่ง (สำหรับรถจักรยาน) ให้ได้ยินได้
ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

 

ขับรถใช้ไฟแสงวับวาบ เสียงไซเรน เสียงที่เป็นเสียงนกหวีด เสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควรหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด

 

รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจหรือรถอื่นที่มีอำนาจใช้ไฟวับวาบหรือใช้เสียงไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด รวมทั้งเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าว

 

ใช้เสียงสัญญาณยาวหรือซ้ำเกินควร

 

 

ไม่ใช้เสียงสัญญาณหรือใช้ผิดเงื่อนไขในการใช้เสียงสัญญาณในเขตหรือท้องที่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด

 

รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถไม่จุดไฟสัญญาณแสงแดง หรือไม่ติดธงสีแดงไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งของที่บรรทุกนั้น ให้มองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร

 

รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถไม่จุดไฟสัญญาณแสงแดง หรือไม่ติดธงสีแดงไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งของที่บรรทุกนั้น ตามชนิด ลักษณะหรือจำนวนตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด

 

ขับรถบรรทุกของเหลวไวไฟที่มีจุดวาบไฟในอุณหภูมิ
ยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้นหรือที่บรรทุกก๊าซไวไฟ ไม่จุดไฟแสงแดงหรือติดธงสีแดงตามมาตรา ๑๕ หรือจอดรถในทางเดินรถไม่จุดไฟแสงแดงหรือติดธง
สีแดงตามมาตรา ๕๖ และสัญญาณไฟที่ใช้ต้องไม่ใช่ชนิดที่ใช้เชื้อเพลิง

 

ขับรถที่ใช้บรรทุกวัตถุระเบิดหรือวัตถุอันตรายชนิด
อื่นใด ไม่จัดให้มีป้ายแสดงถึงวัตถุที่บรรทุกและเครื่องดับเพลิง และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการป้องกันอันตราย

 

ขับรถที่ใช้บรรทุกวัตถุระเบิดหรือวัตถุอันตรายชนิด
อื่นใด โดยลักษณะและวิธีการติดป้ายไม่แสดงถึงวัตถุที่บรรทุกและเครื่องดับเพลิงตลอดจน
เงื่อนไขในการป้องกันอันตราย ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง

 

หมวด ๓ การบรรทุก

ใช้รถที่บรรทุก คน สัตว์ หรือสิ่งของ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ไม่จัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุก
ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อนหรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

 

ลักษณะ ๒ สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร
ที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏในทางหรือที่เจ้าพนักงานจราจรแสดงให้ทราบ

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟสีเหลืองอำพัน

(๒) ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟสีแดงหรือเครื่องหมายจราจรสีแดงที่มีคำว่า “หยุด”

(๓) ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟสีเขียวหรือเครื่องหมายจราจรสีเขียวที่มีคำว่า “ไป”

(๔) ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้
ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป หรือสีแดงแสดงพร้อมกับลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป

(๕) ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดง

(๖) ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพัน

 

ขับรถไม่เข้าอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้ตรงไปเมื่อจะขับรถตรงไปหรือไม่เข้าอยู่
ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยว
เมื่อจะเลี้ยวรถ

 

ขับรถในช่องเดินรถที่มีสัญญาณไฟสีแดงที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องเดินรถมากกว่าสองช่องขึ้นไป

 

ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรมือที่เจ้าพนักงานจราจรแสดงให้ปรากฏข้างหน้า

 

ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่เจ้าพนักงานจราจรแสดงด้วยเสียงสัญญาณนกหวีด

ไม่ปฏิบัติการเดินรถตามสัญญาณที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้

 

ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้าย ขีดเขียน หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งสัญญาณจราจร
หรือเครื่องหมายจราจรที่เจ้าพนักงานจราจรหรือ
เจ้าพนักงานติดตั้งไว้ หรือทำให้ปรากฏในทาง

 

 

ลักษณะ ๓ การใช้ทางเดินรถ

หมวด ๑ การขับรถ

ในขณะขับรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและไม่อาจแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อ
ขอตรวจ

 

ไม่ขับรถในทางเดินรถด้านซ้าย และล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถ

 

ไม่ขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง (ทางเดินรถนั้นแบ่งไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือจัดช่องเดินรถประจำทางไว้ซ้ายสุด)

 

ไม่ขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง (ทางเดินรถนั้นแบ่งไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือจัดช่องเดินรถประจำทางไว้ซ้ายสุดและเฉพาะรถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นในทางเดียวกัน)

 

ไม่ให้สัญญาณมือและแขนหรือไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า เมื่อจะเปลี่ยนช่องเดินรถ ลดความเร็วของรถ จอดรถหรือหยุดรถ

 

ไม่ให้สัญญาณไฟเมื่อสภาพของรถ การบรรทุก ทัศนวิสัยไม่อาจทำให้ผู้ขับขี่สวนมาหรือตามมาข้างหลัง
เห็นสัญญาณด้วยแขนและมือได้

 

ไม่ให้สัญญาณมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอื่น ก่อนจะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ จอดรถหรือหยุดรถเป็นระยะทางไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

 

ไม่ให้สัญญาณมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอื่น ก่อนให้รถคันอื่นขับผ่านหรือแซงขึ้นหน้าหรือลดความเร็วของรถ ให้ผู้ขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ไม่ให้สัญญาณมือและแขน เมื่อจะลดความเร็ว
ของรถ

(๒) ไม่ให้สัญญาณมือและแขน เมื่อจะหยุดรถ

(๓) ไม่ให้สัญญาณมือและแขน เมื่อจะให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า

(๔) ไม่ให้สัญญาณมือและแขน เมื่อจะเลี้ยวขวาหรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา

(๕) ไม่ให้สัญญาณมือและแขน เมื่อจะเลี้ยวซ้ายหรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางซ้าย

 

กรณีที่รถยนต์นั้นมีเครื่องขับอยู่ทางด้านซ้าย ให้ใช้ไฟสัญญาณแทน ถ้าฝ่าฝืนตามลำดับที่ ๔๐ ผิดทำนองเดียวกัน

 

ไม่ให้ไฟสัญญาณไฟสีแดงที่ท้ายรถ เมื่อจะหยุด

 

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ไม่ให้สัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอำพันหรือ
ให้ไฟสัญญาณกระพริบสีขาวหรือสีเหลืองอำพันที่ติดอยู่หน้ารถหรือข้างรถและไฟสัญญาณกระพริบสีแดงหรือ
สีเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถไปในทิศทางที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถหรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น เมื่อจะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถหรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น

(๒) ไม่ให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอำพันหรือไฟสัญญาณกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันที่ติดท้ายรถทางด้านซ้ายของรถ เมื่อจะให้รถคันอื่นแซงขึ้นหน้า

 

ไม่ขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ เมื่อรถสวนกัน
(ถือกึ่งกลางของทางเป็นหลัก ถ้าแบ่งเป็นช่องให้ถือเส้นหรือแนวที่แบ่งนั้น)

 

ไม่ลดความเร็วเพื่อให้รถสวนกันได้โดยปลอดภัย
ในทางเดินรถที่แคบ

 

รถคันใหญ่กว่าไม่หยุดให้ชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อให้รถ
ที่เล็กกว่าสวนผ่านไปได้ ในทางรถที่แคบ ซึ่งไม่อาจขับรถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย

 

ไม่ลดความเร็วหรือหยุดรถ เพื่อให้รถคันที่สวนมา
ผ่านไปได้ในทางเดินรถที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า

 

ไม่ขับรถไปตามทิศทางที่กำหนดให้เดินรถทางเดียว

 

ไม่ขับรถชิดด้านซ้ายของช่องทางเดินรถที่เป็นสองช่องทาง

 

ขับรถในลักษณะที่กีดขวางการจราจร

 

 

ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

ขับรถคร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องเดินรถ

 

 

ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร

 

 

ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถโดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา

 

หมวด ๒ การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า

ไม่ให้สัญญาณกระพริบไฟหน้าหลายครั้งหรือไม่ให้สัญญาณยกเลี้ยวขวาหรือไม่ให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่รถคันหน้าให้สัญญาณตอบ เมื่อจะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้

 

ขับรถแซงขวาโดยไม่มีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควร

 

ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นด้านซ้าย

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นเมื่อรถกำลังขึ้นทางชันขึ้นสะพานหรืออยู่ในทางโค้ง

(๒) ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วม ทางแยก วงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ

(๓) ขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นเมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่น
หรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ
หกสิบเมตร

(๔) ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นเมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย

 

ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถอื่น ล้ำเส้นกึ่งกลางของทางหรือที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงเขตอันตรายหรือเขตให้ใช้ความระมัดระวังบนทางเดินรถ

 

ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง

 

ไม่ยอมให้รถที่ใช้ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้าเมื่อได้รับสัญญาณขอแซงโดยไม่ให้สัญญาณตอบ เมื่อทางด้านหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิดและไม่ลดความเร็วและขับรถชิดด้านซ้าย

 

หมวด ๓ การออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลับรถ

ขับรถออกจากที่จอดโดยไม่ให้สัญญาณมือและแขนหรือไฟสัญญาณ

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าเลี้ยวซ้าย

(ก) ไม่ขับรถชิดทางเดินรถด้านซ้ายเมื่อจะเลี้ยวซ้าย (ในกรณีที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้)

(ข) ไม่ขับรถในช่องเดินรถสำหรับที่จะเลี้ยวซ้ายก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร เมื่อจะเลี้ยวซ้าย
(ในกรณีที่มีการแบ่งช่องเดินรถไว้และมีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวซ้ายได้)

(ค) ไม่ขับชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยว
ไม่น้อยกว่าสามสิบเมตรเมื่อจะเลี้ยวซ้าย และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะในบริเวณ
ที่มีเครื่องหมายให้เลี้ยวรถผ่านไปได้ (ในกรณีมีช่องเดินรถประจำทางอยู่ในทางเดินรถด้านซ้ายสุด) เขตให้ใช้ความระมัดระวังบนทางเดินรถ

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๒) ถ้าเลี้ยวขวา

(ก) ไม่ขับรถชิดทางด้านขวาของแนวกึ่งกลางของทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตรเมื่อจะเลี้ยวขวา (ในกรณีที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้)

(ข) ไม่ขับรถชิดทางด้านขวาสุดของทางหรือในช่องที่มีเครื่องหมายแสดงให้เลี้ยวขวาก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตรเมื่อจะเลี้ยวขวา

(ค) ไม่ขับรถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตรเมื่อจะเลี้ยวขวา และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะในบริเวณที่มีเครื่องหมายให้เลี้ยวรถผ่านได้

(ง) ขับรถเลี้ยวขวาอ้อมหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงานจราจรที่แสดงสัญญาณจราจรด้วยมือหรือแขนให้ผู้ขับขี่ขับรถเลี้ยวขวาผ่านไปได้โดยไม่ต้องอ้อมหัวหน้าเจ้าพนักงานจรจรหรือเจ้าพนักงานจราจร

(จ) เลี้ยวขวาโดยไม่ให้รถที่สวนมาในทางเดินรถทางเดียวกันผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน

 

ไม่เลี้ยวอ้อมไปทางซ้ายของวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้เมื่อจะเลี้ยวอ้อมวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้

 

เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาไม่ใช้ความระมัดระวังและไม่หยุดให้ทางแก่ผู้ที่กำลังข้ามทางและรถที่กำลังผ่านทางร่วมทางแยกจากทางด้านอื่นก่อน

 

กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) เลี้ยวรถหรือกลับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวา ห้ามเลี้ยวซ้ายหรือห้ามกลับรถ

(๒) กลับรถที่เขตปลอดภัย ที่คับขัน บนสะพานหรือในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน

(๓) กลับรถที่ทางร่วมทางแยก

หมวด ๔ การหยุดรถและจอดรถ

หยุดรถหรือจอดรถโดยไม่ให้สัญญาณมือและแขนหรือไฟสัญญาณในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตรก่อนและเห็นว่าปลอดภัยไม่กีดขวางการจราจร

 

ไม่จอดรถให้ขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางด้านซ้ายในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตร หรือไม่จอดรถตามทิศทางหรือด้านหนึ่งด้านใดของทางเดินรถที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรกำหนด หรือจอดในช่องเดินรถประจำทางในลักษณะดังกล่าวในเวลาที่กำหนดให้ใช้
ช่องเดินรถประจำทาง

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) หยุดรถในช่องเดินรถ

(๒) หยุดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทาง
เดินรถ

(๓) หยุดรถในเขตปลอดภัย

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) หยุดรถบนทางเท้า

(๒) หยุดรถในเขตที่มีเครื่องหมายห้ามหยุดรถ

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) หยุดรถบนสะพานหรือในอุโมงค์

(๒) หยุดรถในทางร่วมทางแยก

(๓) หยุดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร

 

ไม่นำรถที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ขัดข้องให้พ้นทางเดินรถโดยเร็วที่สุด หรือจอดรถอยู่ในทางเดินรถนั้น
ในลักษณะที่กีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามลักษณะและเงื่อนไขตามกฎกระทรวง

 

จอดรถที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ขัดข้อง
ในลักษณะกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) จอดรถบนทางเท้า

(๒) จอดรถบนสะพานหรือในอุโมงค์

(๓) จอดรถในทางร่วมทางแยกหรือในระยะสิบเมตรจาก
ทางร่วมทางแยก

(๔) จอดรถในทางข้ามหรือในระยะสามเมตรจาก
ทางข้าม

(๕) จอดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ

(๖) จอดรถซ้อนกันกับรถที่จอดอยู่ก่อนแล้ว

(๗) จอดรถในที่คับขัน

(๘) จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) จอดรถในระยะสามเมตรจากท่อน้ำดับเพลิง

(๒) จอดรถในระยะสิบเมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร

(๓) จอดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถหรือในระยะห้าเมตรจากปากทางเดินรถ

(๔) จอดรถระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทางหรือ
ในระยะสิบเมตรนับจากปลายสุดของเขตปลอดภัย
ทั้งสองข้าง

(๕) จอดรถในระยะสิบห้าเมตรก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางและเลยเครื่องหมายหยุดรถไปอีกสามเมตร

(๖) จอดรถในระยะสามเมตรจากตู้ไปรษณีย์

 

จอดรถในระยะสิบห้าเมตรจากทางรถไฟผ่าน

 

 

จอดรถโดยไม่หยุดเครื่องยนต์และห้ามล้อรถ

 

 

จอดรถในทางลาดหรือชันโดยไม่หันล้อหน้าของรถ
เข้าขอบทาง

 

หยุดรถหรือจอดรถนอกเขตเทศบาล ซึ่งผู้ขับขี่รถอื่น
ไม่เห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร

 

จอดรถในทางหรือไหล่ทางไม่เปิดไฟหรือแสงสว่างที่กฎกระทรวงกำหนดให้เพียงพอที่จะมองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร

 

ในทางเดินรถตอนใดที่มีทางรถไฟผ่าน ถ้าปรากฏว่าผู้ขับขี่ไม่ลดความเร็วและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟ
ไม่น้อยกว่าห้าเมตร ดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อมีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังรถไฟแสดงว่ารถไฟกำลังจะผ่าน

(๒ เมื่อมีสิ่งปิดกั้นหรือมีเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณแสดงว่ารถไฟกำลังแล่นผ่านเข้ามาใกล้อาจเกิดอันตรายได้

(๓) มีเสียงสัญญาณของรถไฟหรือรถไฟกำลังแล่นผ่านเข้ามาใกล้อาจเกิดอันตรายในเมื่อจะขับรถผ่านไป

 

ไม่ลดความเร็วและหยุดรถห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่าห้าเมตร ไม่ว่าจะมีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังรถไฟหรือสิ่งปิดกั้นหรือไม่

 

ไม่ใช้ความระมัดระวังและลดความเร็ว เมื่อขับรถตามหรือสวนรถโรงเรียนขณะหยุดรถเพื่อรับส่งนักเรียน
ขึ้นหรือลง

 

ลักษณะ ๔ การใช้ทางเดินรถที่จัดเป็นช่องเดินรถ
ประจำทาง

ไม่ขับขี่รถโดยสารประจำทางและรถบรรทุกคนโดยสารในช่องเดินรถประจำทางตามประเภทที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด

 

ขับรถอื่นนอกจากรถประจำทางหรือรถบรรทุก
คนโดยสารประเภทที่
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดในช่องเดินรถประจำทาง

 

ลักษณะ ๕ ข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วของรถ

ไม่ขับรถด้วยอัตราความเร็วตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้ง

 

ไม่ลดความเร็วเมื่อจะเลี้ยวรถให้รถอื่นแซงหรือผ่านขึ้นหน้า จอดรถ หยุดรถหรือกลับรถ

 

ไม่ลดความเร็วในลักษณะที่จะให้เกิดความปลอดภัย เมื่อขับรถบนเนินเขา บนสะพาน ที่เชิงสะพาน ที่แคบ ทางโค้ง ทางลาด ที่คับขันหรือที่มีหมอกฝน ฝุ่นหรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร

 

ไม่ลดความเร็วเมื่อขับรถเข้าใกล้ทางร่วม ทางแยก
ทางข้าม เส้นให้รถหยุดหรือวงเวียน

 

ลักษณะ ๖ การขับรถผ่านทางร่วม ทางแยกหรือ
วงเวียน

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ไม่ให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน

(๒) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ไม่ให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน

(๓) ถ้าสัญญาณจราจรไฟสีเขียวปรากฏข้างหน้า
แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถอื่นหยุดขวางอยู่จนไม่สามารถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้ ผู้ขับขี่ไม่หยุดรถที่หลังเส้นให้รถหยุดจนกว่าจะสามารถเคลื่อนรถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้

 

ผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณหรือเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ที่วงเวียน

 

ไม่ให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ขับรถในวงเวียนทางด้านขวา
ผ่านไปก่อน

 

ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจร ซึ่งเจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ที่วงเวียน

 

ขับรถออกจากทางส่วนบุคคลหรือในบริเวณอาคารโดยไม่หยุดให้รถที่กำลังผ่านทางหรือรถที่กำลังแล่นอยู่ในทางเดินรถผ่านไปก่อน

 

ลักษณะ ๗ รถฉุกเฉิน

ขับรถโดยไม่หยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายหรือชิดช่องเดินรถประจำทางเมื่อเห็นรถฉุกเฉิน

 

ลักษณะ ๘ การลากรถหรือการจูงรถ

ใช้รถ (ทุกชนิด) ลากรถหรือจูงรถอื่นไปในทางเกิน
หนึ่งคัน

 

ใช้รถ (ทุกชนิด) โดยวิธีลากรถหรือจูงรถ และการมีเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัยในการลากรถหรือจูงรถไม่เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ลักษณะ ๑๐ รถจักรยาน

ไม่ขับรถจักรยานในทางที่ได้จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน

 

 

รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานไม่จัดให้มี ดังต่อไปนี้

(๑) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

(๒) เครื่องห้ามล้อที่ใช้การได้ดี เมื่อใช้สามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที

(๓) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงไฟส่องตรงไปข้างหน้าเห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่าสิบห้าเมตร และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา

(๔) โคมไฟติดท้ายรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงสว่างตรงไปข้างหลังหรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกไฟส่องให้มีแสงสะท้อน

 

ขับขี่รถจักรยานไม่จุดโคมไฟแสงขาวหน้ารถ

 

ขับขี่รถจักรยานไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายให้มากที่สุดหรือให้ชิดช่องรถประจำทาง

 

ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ขับขี่รถจักรยานโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว
อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

(๒) ขับขี่รถจักรยานโดยไม่จับคันบังคับรถ

(๓) ขับขี่รถจักรยานขนานกันเกินสองคัน

(๔) ขับขี่รถจักรยานโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ

(๕) ขับขี่รถจักรยานโดยบรรทุกบุคคลอื่น

(๖) ขับขี่รถจักรยานบรรทุกหรือถือสิ่งของหีบห่อหรือของในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจับคันบังคับ
อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

 

ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ขับขี่รถจักรยานเกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่น

 

ขับขี่รถจักรยานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา ๒๑ ถึง ๒๖, ๓๒ ถึง ๓๔, ๓๖, ๓๗, ๓๙ ถึง ๔๒, ๔๕ ถึง ๕๗, ๕๙ ถึง ๖๔, ๖๙ ถึง ๗๔, ๗๖ (๒), ๗๘, ๑๒๕, ๑๒๙ และ ๑๓๓

 

ลักษณะ ๑๑ รถบรรทุกคนโดยสาร

เจ้าของหรือผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารรับบรรทุกศพ
หรือคนที่เป็นโรคเรื้อน หรือโรคติดต่อ ร่วมไปกับ
คนโดยสารอื่น

 

เจ้าของหรือผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสาร ผู้เก็บ
ค่าโดยสารหรือบุคคลใดที่มีส่วนได้เสีย เรียกให้คนขึ้นรถโดยส่งเสียงอื้ออึงหรือในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสารหรือผู้อื่น หรือต้อน ดึง เหนี่ยวหรือยึดยื้อ
คนหรือสิ่งของของคนนั้นเพื่อให้คนขึ้นรถ

 

เจ้าของหรือผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บ
ค่าโดยสารปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยไม่มีเหตุอันสมควร

 

ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารไม่หยุดรถและส่งคนโดยสารที่เครื่องหมายหยุดรถประจำทางหรือ ณ สถานที่ ตามที่ตกลงกันไว้

 

ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสาร
รับบรรทุกคนโดยสารเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด

 

ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ขับรถเที่ยวเร่หาคนขึ้นรถ

(๒) จอดรถเป็นคันหัวแถวของรถคันอื่นห่างจากเครื่องหมายจราจรเกินหนึ่งเมตร

(๓) จอดรถห่างจากท้ายรถคันหน้าเกินหนึ่งเมตร

 

ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสารสูบบุหรี่หรือคุยกันในขณะขับรถ หรือทำหน้าที่เก็บค่าโดยสาร

 

ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสารกล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าวหรือแสดงกิริยา
ในลักษณะดังกล่าวต่อคนโดยสารหรือผู้อื่น

 

ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารไม่หยุดเครื่องยนต์และให้คนโดยสารลงจากรถทุกคนเมื่อจะเติมน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟที่มีจุดวาบไฟในอุณหภูมิยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้น

 

ลักษณะ ๑๒ รถแท็กซี่

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร

 

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไม่รับจ้าง ไม่แสดงป้ายงดรับจ้างบรรทุก
คนโดยสาร

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่รับบรรทุกคนโดยสารเกินจำนวนที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต

 

ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) เรียกให้คนขึ้นรถแท็กซี่โดยส่งเสียงอื้ออึงหรือในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสารหรือผู้อื่น

(๒) ต้อน ดึง เหนี่ยว หรือยึดยื้อคนหรือสิ่งของของคนนั้น เพื่อให้คนขึ้นรถแท็กซี่คันใดคันหนึ่ง

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ปรากฏจากมาตรแท็กซี่

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไม่ใช้ลักษณะและวิธีการใช้มาตรแท็กซี่ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในท้องที่มิได้บังคับใช้มาตรเรียกเก็บ
ค่าโดยสารเกินราคาที่ตกลงกันไว้ และคนโดยสารต้องชำระค่าโดยสารตามที่ตกลงกันไว้

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ประเภทที่มิได้บังคับให้ใช้มาตรเรียกเก็บ
ค่าโดยสารเกินราคาที่ตกลงกันไว้ และคนโดยสารต้องชำระค่าโดยสารตามที่ตกลงกันไว้

 

ในขณะขับรถ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่กระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) สูบบุหรี่ เปิดวิทยุหรือกระทำด้วยประการใดๆ
ในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสาร

(๒) ยื่นมือ แขนหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายออกนอกรถ

(๓) จับคันบังคับด้วยมือข้างเดียว

(๔) ใช้เสียงสัญญาณเมื่อเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล สถานที่ทำงานหรือสถานศึกษา

(๕) ใช้เสียงสัญญาณแตร เพื่อเร่งรถอื่น

(๖) แซงหรือตัดหน้ารถอื่นในลักษณะฉวัดเฉวียน เป็นที่น่าหวาดเกรงว่าจะเกิดอันตราย

(๗) ขับรถเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่น

(๘) รับคนโดยสารในบริเวณที่กำหนดเครื่องหมายห้ามรับคนโดยสาร

(๙) กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าว หรือแสดงกิริยาในลักษณะดังกล่าวต่อหน้าคนโดยสารหรือผู้อื่น

 

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไม่พาคนโดยสารไปยังสถานที่ที่ว่าจ้างตามเส้นทางที่สั้นที่สุดหรือเส้นทางที่ไม่อ้อมเกินควร และต้องส่งคนโดยสาร ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่พาคนโดยสารไปทอดทิ้งระหว่างทาง
ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ

 

ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไม่แต่งกายหรือมีเครื่องหมายเย็บติดหรือปักไว้ที่เครื่องแต่งกาย

 

ลักษณะ ๑๕ รถม้า เกวียนและเลื่อน

ขับรถม้าหรือเกวียนหรือเลื่อนที่เทียมด้วยสัตว์จอดในทางโดยไม่มีผู้ควบคุม

 

ปล่อยสายบังเหียนในเวลาขับรถม้า

 

ขับรถม้า เกวียนหรือเลื่อนที่เทียมด้วยสัตว์โดย
ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรทางบกว่าด้วยรถ

 

ลักษณะ ๑๖ เขตปลอดภัย

ขับขี่รถเข้าไปในเขตปลอดภัย

 

ลักษณะ ๑๗ เบ็ดเตล็ด

ขับขี่รถถอยหลังในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยหรือเป็นการกีดขวางการจราจร

 

ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่นั่งคร่อมบนอานที่จัดไว้และ
คนโดยสารไม่นั่งซ้อนท้ายบนอานที่จัดไว้หรือนั่งในที่นั่งพ่วงข้าง

 

ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตราย

 

ขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะที่คนโดยสารถจักรยานยนต์มิได้สวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตราย

 

ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกเพื่อป้องกันอันตรายที่ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงหรือใช้หมวกเพื่อป้องกันอันตรายไม่เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ผู้ขับขี่รถยนต์ยอมให้ผู้อื่นนั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งคนขับรถเกินสองคน

 

ผู้ขับขี่รถยนต์ไม่รัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และไม่จัดให้คนโดยสารรถยนต์
รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์

 

ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการกำหนดประเภทและชนิดของรถยนต์ ลักษณะและวิธีใช้เข็มขัดนิรภัย

 

ผู้ขับขี่หรือผู้เก็บค่าโดยสารรถประจำทาง รถบรรทุก
คนโดยสาร รถโรงเรียน หรือรถแท็กซี่ยินยอมให้ผู้ใด
กระทำการเกาะ ห้อยโหนหรือยื่นส่วนของร่างกาย ออกไปนอกตัวถังรถยนต์ โดยไม่สมควรนั่งหรือยืนบนรถยนต์ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือ ขึ้นหรือลงรถโดยสารประจำทาง รถบรรทุกคนโดยสาร
รถโรงเรียนหรือรถแท็กซี่ในขณะที่รถดังกล่าวหยุดเพื่อรอสัญญาณไฟหรือหยุด เพราะติดการจราจร

 

ไม่ขับรถให้ชิดขอบทางด้านซ้ายเมื่อผ่านทางแคบระหว่างภูเขา หรือระหว่างเนินหรือในทางเดินรถบนภูเขาหรือบนเนิน และไม่ใช้เสียงสัญญาณเมื่อถึงทางโค้ง

 

ใช้เกียร์ว่างหรือเหยียบคลัทช์ ในขณะที่ขับรถลงทางลาดหรือไหล่เขา

 

ในขณะขับรถกระทำการ ดังต่อไปนี้

(๑) ขับรถตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่
ในระยะต่ำกว่าห้าสิบเมตร

(๒) ขับรถผ่านเข้าไปหรือจอดในบริเวณเขตปฏิบัติการดับเพลิง

 

ขับรถทับสายสูบดับเพลิงที่ไม่มีเครื่องป้องกันในขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงปฏิบัติการตามหน้าที่

 

ไม่จัดการเก็บสิ่งของที่ตกหล่นออกจากทางทันที
เมื่อเคลื่อนย้ายรถที่ชำรุดหรือหักพังออกจากทาง

 

เจ้าของหรือผู้ขับขี่รถโรงเรียน ไม่จัดให้มีข้อความ
“รถโรงเรียน” ขนาดตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่าสิบห้าเซนติเมตร ติดอยู่ด้านหน้าและด้านหลังของรถ

 

ใช้รถโรงเรียนที่มีไฟสัญญาณสีแดงปิดเปิดเป็นระยะติดไว้ด้านหน้าและด้านหลังของรถเพื่อให้รถที่สวนมาหรือตามหลังเห็นได้โดยชัดเจน เมื่อนำรถนั้นไปใช้ในทาง
โดยไม่ได้ใช้รับส่งนักเรียน และใช้ไฟสัญญาณสีแดงและไม่ปิดคลุมข้อความว่า
 “รถโรงเรียน”

 

นำรถเข้าขบวนแห่หรือนำรถมาใช้เฉพาะเพื่อการโฆษณาสินค้าหรือมหรสพที่แห่หรือโฆษณาไปตามทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร

 

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยหรือความสะดวกในการ
จราจรกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้น
(
ชั่วระยะเวลาเท่าที่จำเป็น) แต่มีการฝ่าฝืนคำสั่ง ดังต่อไปนี้

(๑) คำสั่งห้ามรถทุกชนิดหรือบางชนิดหรือคนเดินเท้าเดินในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใด (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๒) คำสั่งห้ามหยุดหรือจอดรถในทางสายใด หรือเฉพาะทางตอนใด (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๓) คำสั่งห้ามเลี้ยวรถ กลับรถ หรือถอยหลังรถในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใด (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๔) คำสั่งที่กำหนดทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใดให้รถเดินได้ทางเดียว ชั่วระยะเวลาที่จำเป็น (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

 

ในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใด หากมีการฝ่าฝืนประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบ ดังต่อไปนี้

(๑) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ห้ามรถทุกชนิด หรือบางชนิดเดิน (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๒) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ห้ามหยุดหรือจอด (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๓) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ห้ามเลี้ยวรถ
กลับรถหรือถอยหลังรถ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๔) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดให้รถ
เดินได้ทางเดียว (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๕) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดระยะเวลาจอดรถในทางแคบหรือคับขัน (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๖) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดอัตราความเร็วของรถภายในอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
(ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๗) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่อง (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๘) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดทางเดินรถทางเอกและทางเดินรถทางโท (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๙) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดการจอดรถหรือที่จอดพักรถ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๐) ระเบียบที่กำหนดการใช้ทางหรือช่องเดินรถสำหรับรถบางประเภท (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๑) ระเบียบที่กำหนดการเกี่ยวกับการใช้รถโรงเรียน (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๒) ระเบียบที่กำหนดเกี่ยวกับการบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยาน (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๓) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ควบคุมขบวนแห่หรือการชุมนุมสาธารณะ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๔) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ควบคุมหรือห้ามเลี้ยวรถในทางร่วมทางแยก (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๕) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ขีดเส้นหรือ
ทำเครื่องหมายจราจรบนผิวทางหรือติดตั้งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๖) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดระยะทางตอนใด ให้ขับรถล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ได้ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๗) ระเบียบที่กำหนดเกี่ยวกับการจอดรถที่ชำรุด
หักพัง ตลอดจนรถที่ซ่อมแซม (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๘) ระเบียบที่กำหนดการข้ามทางของคนเดินเท้า
บนทางที่ไม่มีทางข้าม (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๑๙) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดการใช้โคมไฟ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๒๐) ประกาศ ข้อบังคับหรือระเบียบที่กำหนดการใช้เสียงสัญญาณ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๒๑) ระเบียบที่กำหนดการอนุญาตและการใช้รถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางไม่ใช่ยาง (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

 

ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงานจราจรให้หยุดรถ กรณีดังต่อไปนี้

(๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตาม มาตรา ๖ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

(๒) ผู้ขับขี่หรือบุคคลในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกหรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

 

ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานจราจรที่ให้มีการทดสอบ
ผู้ขับขี่ว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

 

ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร เจ้าพนักงานจราจร หรือผู้ตรวจการที่ให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบว่า
รถนั้น มีเครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมีหรือเสียงเกินเกณฑ์ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด (ถ้าไม่เป็นความผิดอื่น)

 

นำรถที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร เจ้าพนักงานจราจรหรือผู้ตรวจการสั่งให้ซ่อมหรือแก้ไขไปใช้ในทางโดย
ยังมิได้รับใบตรวจรับรอง

 

ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๔๐/๒ หรือมาตรา ๑๔๐/๓ วรรคหนึ่ง

 

 

 

มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๖ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๗, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๘ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๐

 

 

มาตรา ๙, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๐, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๐ ทวิ,

มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

มาตรา ๑๑, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๒ (๑),
มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๑๒ (๒),

มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๑๒ (๓),

มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

มาตรา ๑๓ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๐

 

 

 

 

มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๔ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๐

 

 

มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

มาตรา ๑๕ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

มาตรา ๑๖, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๘

 

 

 

มาตรา ๑๗ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๘

 

 

 

 

มาตรา ๑๘, มาตรา ๑๕๐

 

 

มาตรา ๒๐, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๒๒ , มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๒๒ วรรคท้าย, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

มาตรา ๒๓ (๑),

มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๒๔, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๒๕, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๒๖, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๒๙, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๓๑/๑ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๓๓, มาตรา ๑๕๑

 

 

มาตรา ๓๔, มาตรา ๑๕๑

 

 

 

มาตรา ๓๕, มาตรา ๑๕๗

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๓๖ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๓๖ วรรคสาม, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๓๖ วรรคสี่,

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๓๗ ,มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๓๗ วรรคท้าย, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๓๘ (๑),

มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๓๘ (๒)-(๓),

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๑

 

 

มาตรา ๓๙ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๑

 

มาตรา ๓๙ วรรคสาม, มาตรา ๑๕๑

 

 

มาตรา ๓๙ วรรคสี่,

มาตรา ๑๕๑

 

มาตรา ๔๑, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๔๒, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๔๓ (๓),

มาตรา ๑๕๗

 

มาตรา ๔๓ (๔),

มาตรา ๑๕๗

มาตรา ๔๓ (๖),

มาตรา ๑๕๗

 

มาตรา ๔๓ (๗),

มาตรา ๑๕๗

 

มาตรา ๔๓ (๙),

มาตรา ๑๕๗

 

 

มาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

มาตรา ๔๔ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๔๕, มาตรา ๑๕๗

 

มาตรา ๔๖ ,มาตรา ๑๕๗

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๔๗, มาตรา ๑๕๗

 

 

 

มาตรา ๔๘, มาตรา ๑๕๗

 

 

มาตรา ๔๙, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๐, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๕๑ (๑),

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๑ (๒) ,

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๑ (๓),

มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๕๑ วรรคท้าย, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๕๒,มาตรา ๑๕๑

 

 

มาตรา ๕๓ (๑),

มาตรา ๑๕๗

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๕๔ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๕ (๑)(๖)(๗),

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

มาตรา ๕๕ (๒)(๕),

มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๕๕ (๓)(๔)(๘),

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

มาตรา ๕๖ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๕๗(๑)(๒)(๓)(๔)(๕)(๙)(๑๒)(๑๕),

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๗(๖)(๗)(๑๐)(๑๑)(๑๓)(๑๔),

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๕๗(๘),

มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๕๘ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๖๐, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๖๑, มาตรา ๑๕๑

 

 

 

มาตรา ๖๒, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๖๓, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๖๔, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๗

 

 

มาตรา ๖๖, มาตรา ๑๕๑

 

 

 

 

มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๖๘, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๖๙, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

มาตรา ๗๐, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

มาตรา ๗๑ , มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๗๓ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๗๓ วรรคสาม, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๗๔, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

มาตรา ๗๖ (๒),

มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๗๗ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

มาตรา ๗๙, มาตรา ๑๔๗

 

 

มาตรา ๘๐, มาตรา ๑๔๗

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๘๑, มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๘๒, มาตรา ๑๔๗

 

 

มาตรา ๘๓, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๘๓ (๗),

มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๘๔, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

มาตรา ๘๕, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

มาตรา ๘๖, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

มาตรา ๘๗, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๘๘, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๙๐ ,มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

มาตรา ๙๑ (๑),

มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๙๑ (๒),

มาตรา ๑๕๒

 

 

มาตรา ๙๒, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๙๓ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๙๕, มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

มาตรา ๙๖ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๙๖ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๙๘ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๙

 

 

มาตรา ๙๘ วรรคสาม, มาตรา ๑๔๙

 

 

มาตรา ๙๙ ,

มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๑๐๐ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๕๘

 

 

มาตรา ๑๐๐ วรรคสอง,

มาตรา ๑๕๘

 

มาตรา ๑๐๑ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๑๑๖,

มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๑๑๗,มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๑๑๘,มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๑๑๙,มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๑๒๐,

มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๒๑,

มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง,

มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๒๒ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๒๒ วรรคสาม, มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๒๓ วรรคสอง,

มาตรา ๑๔๘

 

 

 

มาตรา ๑๒๓ วรรคสาม,

มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๑๒๔ วรรคสี่, มาตรา ๑๔๘

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๑๒๕,

มาตรา ๑๕๗

 

 

มาตรา ๑๒๖,

มาตรา ๑๔๘

 

มาตรา ๑๒๗ (๑)(๒),

มาตรา ๑๕๒

 

 

 

 

มาตรา ๑๒๗ (๓),

มาตรา ๑๕๒

 

มาตรา ๑๓๑,

มาตรา ๑๔๗

 

มาตรา ๑๓๒ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๑๔๗

 

 

มาตรา ๑๓๒ วรรคสอง, มาตรา ๑๔๗

 

 

 

 

มาตรา ๑๓๓,

มาตรา ๑๔๘

 

 

มาตรา ๑๓๘ ,

มาตรา ๑๕๔

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๑๓๙ ,

มาตรา ๑๕๔(๒)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๑๔๒ ,

มาตรา ๑๕๔(๑)

 

 

 

 

 

 

มาตรา ๑๔๒ วรรคสอง, มาตรา ๑๕๔ (๓)

 

 

 

๑๔๓ ทวิ,

มาตรา ๑๕๔ (๔)

 

 

 

มาตรา ๑๔๔, มาตรา ๑๕๖

 

 

 

มาตรา ๑๔๐/๒,

มาตรา ๑๔๐/๓ วรรคหนึ่ง,

มาตรา ๑๕๐

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๘๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๔๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๒๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๓๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 

ปรับ ๕๐๐ บาท

 

 

 



[1] สถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

[2] กลุ่มประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรสำนักงานเลขานุการกรมกรมการขนส่งทางบก

[3] sodsong.blogspot ความรู้เกี่ยวกับการขับรถ

[4] https://travel.mthai.com/travel_tips/92392.html

[5] sodsong.blogspot ความรู้เกี่ยวกับการขับรถ

[6] รู้จัก Roojai.com

 

[7] Urban Creature สัญลักษณ์ “เขตปลอดภัย”

[8] มูลนิธิแก้ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์

[9] เอกสารคูมือ กฎหมายจราจร ตํารวจภูธรจังหวัดพิจิตร จังหวัดพิจิตร 

[10] โครงการ”รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ร่วมมือร่วมใจสร้างวินัยจราจร”ชมรมนักวิทยุสมัครเล่นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับชมรมลดอุบัติเหตุบนท้องถนนเมืองหาดใหญ่

[11] http://chkp101.net/Traffic/TrafficTests.html

[12] E-driver .co.th เครื่องหมายจราจรประเภทแนะนำ

[13] สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค

[14] สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

[15] https://www.motorexpo.co.th/

[16] https://today.line.me/

[17] http://www.sinsukcomplete.com/

[18] https://www.bangkokpattayahospital.com/

[19] https://sites.google.com/site/bupphaseekuem555/chely-baeb-thdsxb/kd-cracr/kheruxnghmay-cracr-thang-bk-laea-khwam-hmay

[20] สำนักงานขนส่งทางบกจังหวัดศรีสะเกษ กรมการขนส่งทางบก

[21] สำนักงานขนส่งทางบกจังหวัดศรีสะเกษ กรมการขนส่งทางบก

[22] สำนักงานขนส่งทางบกจังหวัดศรีสะเกษ กรมการขนส่งทางบก